สำหรับเจ้าของธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือกำลังวางแผนที่จะขยายธุรกิจ ปัญหาคลาสสิกที่มักสร้างความปวดหัวคือ "จะตั้งราคาขายอย่างไรให้ถูกต้องและได้กำไร?" ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงกำไรที่หายไป หรือแม้แต่ปัญหาด้านภาษีในอนาคต

เข้าใจความหมายของ VAT 7%
ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการในแต่ละขั้นตอนการผลิตและการจำหน่าย ในประเทศไทยคือ 7% เมื่อคุณเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT คุณมีหน้าที่เก็บภาษีนี้จากลูกค้าเพื่อส่งให้กับกรมสรรพากร ดังนั้น เงินจำนวน 7% ที่บวกเพิ่มเข้าไป จึงไม่ใช่รายได้ของคุณโดยตรง

วิธีการตั้งราคา: 2 กลยุทธ์ที่แตกต่าง
  1. ราคาแบบแยกภาษี (Tax Exclusive Price) — เหมาะสำหรับธุรกิจแบบ B2B ที่กลุ่มลูกค้าหลักคือธุรกิจอื่นๆ ที่สามารถนำภาษีซื้อไปหักลบได้ วิธีการ: ตั้งราคาขายปกติที่ต้องการก่อน แล้วค่อยบวก VAT 7% เพิ่มทีหลัง ตัวอย่าง: ราคาฐาน 100 บาท + VAT 7 บาท = ราคาขายสุดท้าย 107 บาท
  2. ราคาแบบรวมภาษี (Tax Inclusive Price) — บังคับใช้สำหรับธุรกิจแบบ B2C หรือธุรกิจค้าปลีกทั่วไป เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้แสดงราคาขายปลีกที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเรียบร้อยแล้ว สูตรคำนวณราคาฐาน (ก่อนรวม VAT): ราคาสุดท้าย / 107 x 100 ตัวอย่าง: ราคาขาย 107 บาท → ราคาฐาน = 107/107x100 = 100 บาท → VAT ที่รวมอยู่ข้างใน = 7 บาท
เมื่อคำนวณ VAT แบบรวมอยู่ในราคาขายแล้ว สิ่งที่เจ้าของธุรกิจมักลืมคือการหัก VAT ออกก่อนคำนวณกำไร

สรุป การตั้งราคาแบบรวม VAT (B2C) คือวิธีที่ผู้ประกอบการค้าปลีกส่วนใหญ่ใช้และกฎหมายกำหนด เมื่อตั้งราคา ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้หัก VAT ออกก่อนคำนวณกำไร และแสดงราคาขายที่ลูกค้าต้องจ่ายจริงบนป้ายสินค้าอย่างชัดเจน